นักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู ดอกไม้น้อย ๆ ของพระเยซูเจ้า

เขียนโดย Super User

นักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู ดอกไม้น้อย ๆ ของพระเยซูเจ้านักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู
ดอกไม้น้อย ๆ ของพระเยซูเจ้า
             นักบุญเทเรซา เกิดวันที่ 2 มกราคม 1873 ที่ อลังซอง ประเทศฝรั่งเศส เธอตั้งใจเป็นนักบุญตั้งแต่เด็ก ครั้งหนึ่งเธอกล่าวว่า "ตั้งแต่ 3 ขวบ ฉันไม่เคยปฏิเสธสิ่งใดต่อพระผู้เป็นเจ้าเลย และฉันไม่เคยให้สิ่งใดแก่พระองค์เลย นอกจากความรัก" เมื่อเทเรซา อายุ 8 ขวบ เธอเจ็บหนัก แต่ได้เห็นรูปแม่พระยิ้มฉายแสงแห่งความอ่อนหวานกับเธอ แล้วความเจ็บป่วยก็หายไป

              เทเรซา ได้สมัครเข้าฝึกอบรมเพื่อเป็นซิสเตอร์ในอารามคาร์แมล เมื่ออายุ 15 ปี และเมื่อ บวช ได้รับชื่อว่า "เทเรซา แห่งพระกุมารเยซู" เทเรซา พยายามอุทิศตนเพื่อ "กอบกู้วิญญาณเพื่อนมนุษย์ และเป็นต้นภาวนาเพื่อพระสงฆ์" อาศัยทางน้อยๆ แห่งความไว้วางใจ และการเสียสละตนเอง ทำให้เทเรซาบรรลุถึงยอดแห่งความศักดิ์สิทธิ์ เธอได้ปฏิบัติภารกิจทางความรัก และทรมาน เธอพลีกรรม และกิจการเล็กๆน้อยๆ ซึ่งกลายเป็นบุญกุศลขึ้น แม้จวนจะสิ้นชีวิตเธอสัญญาว่า "ฉันจะโปรยฝนดอกกุหลาบ ลงมาจากสวรรค์" เธอกอดไม้กางเขนไว้แนบอกพลางภาวนาว่า "พระเจ้าข้า ลูกรักพระองค์อย่างสิ้นสุด" และจากโลกนี้ไปด้วยความสงบเมื่ออายุ 24 ปี
 

              เทเรซาเป็นบุตรคนที่เก้าของนายหลุยส์ มาร์ติน และนางเซลลี่ มาร์ติน ทั้งสองเป็นพ่อแม่ที่มีความศรัทธาและความรักต่อพระเป็นเจ้า ทั้งสองคนอยากถวายตัวแด่พระเป็นเจ้าเป็นนักบวชในอาราม พระองค์ไม่ได้เรียกเขาสองคนเป็นนักบวช แต่ทรงประทานกระแสเรียกแก่ลูกๆ แทน ลูกสาวห้าคนเป็นนักบวช คนหนึ่งเป็นซิสเตอร์คณะแม่พระเสด็จเยี่ยม และอีกสี่คนเป็นนักพรตที่อารามลิซิเออร์ เทเรซาได้รับการเลี้ยงดูและการอบรมอย่างดีในครอบครัวที่มีบรรยากาศแห่งความเชื่อ บุญกุศลทุกชนิด และแบบอย่างที่ดีงาม เธอได้รับกระแสเรียกตั้งแต่ยังเป็นเด็กวัยรุ่น เธอได้รับการศึกษาอบรมจากนักบวชคณะเบเนดิกติน เมื่ออายุเกือบสิบห้าปีเธอได้สมัครเป็นนักพรต แม่อธิการปฏิเสธเพราะอายุยังน้อย เทเรซาได้เดินทางไปกรุงโรมกับพ่อของเธอ เพื่อไปขออนุญาตจากพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 13 ขณะนั้นพระองค์กำลังฉลองครบรอบบวชเป็นสงฆ์ 50 ปี พระองค์ประทับใจในความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของเธอ แต่ปล่อยให้เป็นไปตามการตัดสินใจของแม่อธิการ ในที่สุดเธอได้รับอนุญาตให้เข้าเป็นนักพรตเมื่อวันที่ 9 เมษายน 1888 ตอนนั้นเธออายุเพียง 15 ปี จึงได้เข้าอารามที่ลิซิเออร์ ที่ซึ่งพี่สาวสองคนของเธอได้เป็นนักพรตอยู่ก่อนแล้ว

              เทเรซาทราบดีว่าในการเป็นนักพรตนั้นไม่อาจประกอบกิจการใหญ่โต "ความรักพิสูจน์ตัวด้วยการกระทำ แล้วฉันจะแสดงความรักอย่างไร ฉันถูกห้ามทำกิจการใหญ่โต วิธีเดียวที่ฉันสามารถพิสูจน์ความรักของฉัน คือ การโปรยดอกไม้ และดอกไม้เหล่านี้คือการพลีกรรมเล็กๆ น้อยๆ ทุกชนิด ไม่ว่าการมอง การพูดจา หรือการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่ฉันสามารถแสดงความรัก" เธอทำพลีกรรมทุกครั้งที่มีโอกาส ไม่ว่าจะเล็กขนาดไหนก็ตาม เธอยิ้มให้กับเพื่อนนักบวชที่เธอไม่ชอบ เธอรับประทานอาหารตามที่คนตักให้โดยไม่บ่น ด้วยเหตุนี้ คนมักให้อาหารที่เหลือหรือที่ไม่มีใครอยากกินแก่เธอ ครั้งหนึ่งเธอถูกกล่าวหาว่าทำแจกันแตก แม้ไม่ได้ทำและไม่มีความผิด แต่เธอคุกเข่าลงขอโทษ การพลีกรรมเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ทรมานเธอทางด้านจิตใจยิ่งกว่าการพลีกรรมใหญ่ๆ เพราะไม่มีใครมองเห็น หรือรับรู้กิจการดีของเธอนอกจากพระเป็นเจ้าเท่านั้น เธอกังวลว่าจะบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตได้อย่างไร เธอไม่ต้องการเป็นเพียงคนดีเท่านั้น เธอต้องการเป็นนักบุญ เธอเชื่อว่าต้องมีวิธีสำหรับคนที่ดำรงชีวิตซ่อนเร้นอย่างเธอ "ฉันมีความปรารถนาอยากเป็นนักบุญ เมื่อฉันเปรียบเทียบตัวเองกับนักบุญหลายองค์ ฉันพบข้อแตกต่างระหว่างภูเขาที่มียอดสูงหายเข้าไปในกลีบเมฆ กับเมล็ดทรายที่อยู่บนพื้นดินถูกคนเหยียบย่ำ แทนที่จะท้อใจ ฉันบอกตัวเองว่า พระเป็นเจ้าคงไม่ปรารถนาให้ฉันทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และถึงแม้ฉันเป็นเพียงความเล็กน้อย ฉันก็ยังบรรลุเป้าหมายของการเป็นนักบุญได้ เป็นไปไม่ได้เลยที่ฉันจะทำกิจการใหญ่โต ดังนั้นฉันยอมรับความเป็นตัวของฉันเอง ที่มีข้อบกพร่องนับไม่ถ้วน แต่ฉันจะต้องหาให้พบวิธีไปสวรรค์ ซึ่งจะเป็นทางเล็กๆ สั้นๆ ตรงไปเมืองสวรรค์ และเป็นเส้นทางใหม่"


             "เราอยู่ในยุคแห่งการประดิษฐ์ เราไม่ต้องก้าวขึ้นบันไดเป็นชั้นๆ ในบ้านของคนที่ร่ำรวยมีลิฟต์ และฉันตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวในการหาลิฟต์ที่พาฉันไปหาพระเยซูเจ้า เพราะฉันตัวเล็กเกินไปที่จะปีนขึ้นบันไดชันๆ ไปสู่ความดีครบครัน ดังนั้นฉันได้ค้นหาในพระวารสารเกี่ยวกับชีวิตที่ฉันอยากเป็น และอ่านคำเหล่านี้ "ปล่อยให้เด็กเล็กมาหาเราเถิด" แขนของพระเยซูเจ้าเองเป็นลิฟต์พาฉันเข้าสวรรค์ และดังนั้นไม่จำเป็นที่ฉันจะต้องโตขึ้น ฉันต้องเป็นตัวเล็กๆ ต่อไปและต้องเล็กลงไปเรื่อยๆ"

             เธอกังวลเกี่ยวกับกระแสเรียกของเธอ: "ฉันรู้สึกในตัวฉันมีกระแสเรียกของพระสงฆ์และของอัครสาวก การเป็นมรณะสักขีเป็นความฝันตอนฉันเป็นเด็ก และความฝันนี้เติบโตพร้อมกับตัวฉัน พิจารณาถึงพระกายศักดิ์สิทธิ์อันน่าอัศจรรย์ของพระศาสนจักร ฉันปรารถนาที่จะเห็นตัวเองอยู่ในอวัยวะทุกส่วนของพระกายศักดิ์สิทธิ์นั้น ความมีใจเมตตากรุณาเป็นกุญแจพาฉันไปพบกระแสเรียกของฉัน ฉันเข้าใจพระศาสนจักรมีดวงใจ และดวงใจนี้ร้อนรนด้วยความรัก ฉันเข้าใจความรักบรรจุกระแสเรียกทุกชนิด ความรักเป็นทุกสิ่ง ความรักโอบอุ้มกาลเวลาและสถานที่ สรุป ความรักชั่วนิรันดร! ในความยินดีเหลือล้น ฉันร้องออกมา: โอ้ พระเยซูเจ้า พระองค์เป็นองค์ความรัก และพระกระแสเรียกของข้าพเจ้า ในที่สุดข้าพเจ้าได้ค้นพบพระกระแสเรียกของข้าพเจ้า คือองค์ความรักนั่นเอง!"

           ในปี 1896 เธอได้ไอออกมาเป็นเลือด โดยไม่ยอมบอกใคร เธอยังคงทำงานต่อไปจนกระทั่งเธอเจ็บหนัก หนึ่งปีหลังจากนั้นทุกคนรู้ว่าเธอไม่สบาย สุขภาพของเธอทรุดลง เธอไม่ร่าเริงเหมือนเมื่อก่อน และรู้ว่าเธอจะต้องตาย โปลีน ซึ่งเป็นพี่สาวได้ขอร้องให้เธอเขียนเรื่องราวต่างๆ ที่เธอยังจำได้ลงในสมุดบันทึกประจำวันของอาราม

           ความเจ็บปวดของเธอรุนแรงมากจนเธอพูดว่า ถ้าไม่มีความเชื่อเธอคงจบชีวิตของเธอไปนานแล้ว แต่เธอพยายามยิ้มแย้มแจ่มใส และร่าเริงตลอดเวลา จนหลายคนคิดว่าเธอแกล้งไม่สบาย ความใฝ่ฝันอันเดียวของเธอคืองานของเธอหลังจากที่เธอจากโลกนี้ไปแล้ว ช่วยเหลือคนที่อยู่บนแผ่นดินนี้ เธอพูดว่า "ฉันจะกลับมาใช้โลกนี้เป็นสวรรค์ของฉัน"

            นักบุญเทเรซา สิ้นใจเมื่อวันที่ 30 กันยายน 1897 อายุ 24 ปี เธอคิดว่าเป็นพระพรของพระเป็นเจ้าที่ให้เธอสิ้นใจในอายุเท่านี้ เธอรู้สึกอยู่เสมอว่าตนเองมีกระแสเรียกของพระสงฆ์ และพระเป็นเจ้าอนุญาตให้เธอสิ้นใจในอายุที่เธอจะได้รับศีลบวชถ้าเธอเกิดมาเป็นผู้ชาย

            หลังจากเธอหมดลมหายใจแล้ว ทุกสิ่งในอารามดำเนินไปตามปกติ ซิสเตอร์โปลีน ซึ่งเป็นพี่สาวได้รวบรวมสิ่งต่างๆ ที่เธอได้เขียนไว้เป็นหนังสือเล่มหนึ่ง และได้ส่งไปแจกตามอารามต่างๆประมาณ 2,000 เล่ม วิธีเล็กๆของเธอ: การวางใจในพระเยซูเจ้าและการพลีกรรมเล็กๆ น้อยๆ ประจำวัน ทำให้เธอเป็นคนศักดิ์สิทธิ์และบรรลุความดีครบครัน ได้รับความสนใจอย่างมากมายจากคริสตชนจำนวนมาก และจากคนที่ต้องการแสวงหาความศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตสามัญชน

           ซิสเตอร์เทเรซา แห่ง พระกุมารเยซู ได้รับการประกาศให้เป็นบุญราศีโดยสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 11 เมื่อวันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 1923 และได้รับการประกาศให้เป็นนักบุญเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1925 ในสมณสมัยเดียวกัน
          
          ได้รับแต่งตั้งเป็นนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักรเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 1997 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2

          นักบุญเทเรซาแห่งลิซิเออร์ เป็นองค์อุปถัมภ์การแพร่ธรรมในต่างแดน ไม่ใช่เพราะเธอเคยเดินทางไปยังดินแดนต่างๆ แต่เพราะเธอมีความรักพิเศษต่อการแพร่ธรรม บทภาวนาและจดหมายของเธอสนับสนุนงานแพร่ธรรม นี่เป็นสิ่งเตือนใจเราทุกคนว่าสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำสุดความสามารถในชีวิตประจำวันสามารถบำรุงรักษาและขยายพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้าได้

         ให้เราภาวนา นักบุญเทเรซา กรุณาสอนข้าพเจ้าให้เห็นคุณค่าของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ และทำทุกสิ่งเพื่อถวายพระเกียรติและพระสิริรุ่งโรจน์แด่พระเป็นเจ้า อาแมน

บทภาวนาของนักบุญเทเรซาต่อพระพักตร์ศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า
          โอ้ พระเยซูเจ้า ในพระมหาทรมานอันเศร้าระทมขมขื่นของพระองค์ พระองค์กลายเป็นมนุษย์ที่น่าสมเพชที่สุด เป็นมนุษย์มหาทุกข์ ข้าพเจ้าเคารพบูชาพระพักตร์ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ครั้งหนึ่งพระพักตร์นี้ฉายแสงแห่งความสวยงาม และความอ่อนหวานน่ารักแห่งพระเทวภาพของพระองค์ แต่เดี๋ยวนี้ได้กลายเป็นใบหน้าของคนที่เป็นโรคเรื้อน อย่างไรก็ตาม แม้พระพักตร์ของพระองค์ได้เสียโฉม ข้าพเจ้ายังจำได้ความรักซึ่งไม่มีขอบเขตของพระองค์ ข้าพเจ้ามีความปรารถนาอย่างร้อนรนที่จะรักพระองค์ และอยากให้มนุษย์ทั้งมวลรักพระองค์ น้ำตาที่เอ่อล้นในเบ้าตาของพระองค์เปรียบเหมือนไข่มุกมีค่ามหาศาลที่ข้าพเจ้าต้องการสะสม เพื่อซื้อวิญญาณของคนบาปผู้น่าสงสารซึ่งตีค่าไม่ได้

          โอ้ พระเยซูเจ้า ขอให้พระพักตร์น่าเคารพบูชาของพระองค์ครอบครองดวงใจข้าพเจ้า ข้าพเจ้าวิงวอนพระองค์ โปรดจารึกพระพักตร์ของพระองค์ลงบนตัวข้าพเจ้า และจุดไฟในดวงใจข้าพเจ้าให้เร่าร้อนด้วยความรักต่อพระองค์ วันหนึ่งข้าพเจ้าจะได้เชยชมพระพักตร์รุ่งเรืองของพระองค์ในสวรรค์ อาแมน