เกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ นักบุญฟรังซิส เซเวียร์

เขียนโดย คุณพ่อขวัญ ถิ่นวัลย์

เกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ นักบุญฟรังซิส เซเวียร์
นักบุญฟรังซิส เซเวียร์               นักบุญฟรังซิส เซเวียร์ได้เดินทางไปญี่ปุ่น ถึงเมืองคาโกชิมาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 1549 ซึ่งการแพร่ธรรมที่นั่นเกิดผลดีมาก ต่อมาเมื่อทราบว่าวัฒนธรรมญี่ปุ่นคล้ายคลึงกับวัฒนธรรมจีน จึงมีความปรารถนาที่จะเดินทางไปแพร่ธรรมในจีน เหตุการณ์ที่น่าสนใจช่วงนี้ถือว่ามีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์พระศาสนจักรสยามและต่อประเทศไทยมาก นั่นคือ ท่านแสดงความตั้งใจที่จะเข้ามาในสยามเพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศจีน อันเป็นความปรารถนาสูงสุดของท่าน (เนื่องจากไม่มีหนทางอื่นเพราะจีนปิดประเทศ) โดยขอให้รัฐบาลโปรตุเกสได้ช่วยให้ท่านสามารถร่วมเดินทางไปกับคณะทูตของพระเจ้าแผ่นดินสยาม ที่ส่งไปเจริญสันถวไมตรีกับจักรพรรดิจีนในเวลา แต่ท่านนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ ไม่สามารถเดินทางไปได้เพราะป่วยหนักและมรณะเสียก่อน เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 1552 ที่เมืองซานเซียน พร้อมกับกล่าวคำพูดสุดท้ายว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ลูกมีความเชื่อมั่นในพระองค์ตลอดมา ลูกจะไม่มีวันสับสนชั่วนิรันดร์” (In thee, O Lord, I have hoped; I shall not to be confounded forever.) ประชาชนได้ฝังร่างของท่านไว้ที่นั่น อีกสองเดือนให้หลังได้มีการขุดศพของท่านและพบว่าไม่เน่าเปื่อยจึงได้นำมาที่มะละกา และส่งต่อไปเก็บรักษาไว้ที่เมืองกัวซึ่งได้กลายเป็นที่แสวงบุญของผู้คนทั่วอินเดีย ส่วนมือข้างขวาของท่านที่ล้างบาปผู้คนมากกว่าสามหมื่นคน ได้แยกไปเก็บไว้ที่วิหารพระเยซูเจ้า ศูนย์กลางของคณะเยซูอิตในกรุงโรม ประเทศอิตาลี

               แม้ว่าฟรังซิส เซเวียร์จะมิได้เดินทางมาสยามอย่างที่ตั้งใจ เพียงแค่เอ่ยชื่อสยามในจดหมายของท่านเท่านั้นก็นับว่าเป็นเกียรติต่อพระศาสนจักรสยามแล้ว เพราะอย่างน้อยที่สุดในใจของท่านก็มีเราชาวสยามอยู่บ้าง นอกนั้น ท่านยังได้ช่วยคลี่คลายข้อข้องใจอย่างหนึ่งเกี่ยวกับชื่อประเทศ “สยาม” ของเรา นั่นคือ ชื่อสยามอาจไม่เป็นที่รู้จักของชาวสยาม แต่เป็นคำที่ชาวต่างชาติใช้เรียกชื่อประเทศของเรา

               ชีวิตของนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ ได้กลายเป็นบทเรียนที่ล้ำค่าสำหรับเราในปัจจุบันว่า เรามีหน้าที่ในการประกาศข่าวดีแห่งพระวรสารแก่ทุกคนที่อยู่รอบข้างเรา และใช้ทุกโอกาสในการนำคนอื่นให้มารู้จักพระคริสตเจ้า นี่คือกระแสเรียกและงานของเรา คริสตชนแต่ละคนสามารถเป็นข้ารับใช้ของพระเยซูเจ้าเช่นเดียวกับท่าน ที่ได้ใช้เวลาทั้งหมด ความพยายามทุกอย่าง และชีวิตจนลมหายใจสุดท้ายในการนำประชาชนให้มาหาพระคริสตเจ้า

ที่มา พ่อขวัญ http://dondaniele.blogspot.com/2010/12/blog-post.html